เรียน คุณหมอทุกท่าน สละเวลา อ่าน 6 ประเด็นสำคัญ ที่อยู่ในร่างกฎหมายใหม่ พรบ.วิชาชีพเวชกรรมโดยผู้บริหารแพทยสภา ได้ส่งร่างไปยังกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง ในไม่ช้าจะเข้าสู่ขั้นตอนเข้าสภาพิจารณาออกเป็นกฎหมาย บังคับใช้ ใน ชื่อ พรบ.วิชาชีพเวชกรรม (ฉบับปี พศ.....) ซึ่งพวกเราไม่เคยรับรู้มาก่อน เรื่องนี้มีผลอย่างยิ่งต่อทุกท่าน

1. อำนาจใหม่ในการต่ออายุใบอนุญาต (มาตรา 8 (1) และมาตรา 21 (3) ข้อ (จ) และ หัวข้อท้ายร่าง อัตราค่าธรรมเนียม ข้อ (2) ค่าต่อใบอนุญาต 4000 บาท
เดิมทีแพทย์ได้รับใบอนุญาตตลอดชีพ แต่ร่างใหม่เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการแพทยสภากำหนดเงื่อนไขการต่ออายุ โดยอิงกับ CME และ การใช้ถ้อยคำ ว่า "เงื่อนไข" ซึ่ง ไม่ชัดเจนว่า แพทยสภาอาจกำหนดได้เองโดยไม่จำกัดขอบเขต เช่น อาจออกข้อบังคับว่า (นี่คือการยกตัวอย่าง) หากแพทย์ถูกตักเตือนทางจริยธรรมเกิน 5 ครั้ง หรือ ลงโทษ พักใบประกอบ 2 ครั้งขึ้นไป จะไม่ต่อใบอนุญาต แบบนี้ก็เป็นไปได้ เท่ากับว่าอำนาจ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในชีวิตวิชาชีพของแพทย์ตกอยู่ในมือกรรมการไม่กี่คน โดยมีความเสี่ยงสูงต่อการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม และ การบังคับต่ออายุครั้งละ 4000 บาท ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยผ่านประชาพิจารณ์ ในการเอาเรื่อง CME มาผูกโยงกับการต่อใบอนุญาต

2. อำนาจระงับการประกอบวิชาชีพ (มาตรา 8 (7))
ร่างใหม่เพิ่มอำนาจให้แพทยสภา “ระงับการประกอบวิชาชีพของผู้ที่เป็นอันตรายต่อประชาชน” ฟังเผิน ๆ เหมือนเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่ปัญหาคือ
คำว่า “อันตรายต่อประชาชน” ก็ไม่ชัดเจน – จะตีความถึงความผิดพลาดทางการแพทย์? การทุจริต? หรือแม้แต่การแสดงความคิดเห็นที่ขัดต่อกระแสหลัก? จะใช้ ดุลยพินิจ ของใคร ในการ ตีความว่า "อันตราย"
ซ้ำซ้อนกับอำนาจที่มีอยู่แล้ว – ปัจจุบันแพทยสภาก็มีสิทธิพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตผ่านกระบวนการสอบสวนจริยธรรม
ขาดหลักประกันสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา – หากเปิดช่องให้ “ระงับได้ทันที” โดยไม่ผ่านการไต่สวน ย่อมกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของแพทย์
นี่คือ “ดาบสองคม” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ง่าย บางเรื่องที่ Controversial
เช่น กลุ่มแพทย์ที่อาจมีแนวคิด Anti-vaccine (ซึ่งมันต้องดูเป็นเรื่องๆไป) อาจถูกขู่ว่า แพทย์เหล่านี้ เป็นอันตรายต่อประชาชน จนเกิดสภาพจำกัดเสรีภาพทางความคิดมากเกินสมควร ต้องพิจารณาให้ดี ถ้าดาบอยู่ในมือผู้มีคุณธรรมย่อมดี แต่ถ้าไม่ ก็จะเสียหายมาก

3. เลขาธิการต้องมาจากกรรมการแพทยสภา (มาตรา 15)
กฎหมายเก่าให้อิสระเลือกเลขาธิการจากแพทย์ทั่วประเทศ แต่ร่างใหม่บังคับให้เลือกจาก “กรรมการแพทยสภา” เท่านั้น
ปัญหาคือ เลขาธิการเป็นเหมือน หัวหน้าข้าราชการประจำของสำนักงานแพทยสภา ควบคุมธุรการ การเงิน และบุคลากรทั้งหมด หากให้เลือกเฉพาะในหมู่กรรมการ ก็เท่ากับ เปิดทางสู่ Conflict of Interest และสร้างระบบเครือข่ายฝังรากลึก คล้ายกับการให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง “ส.ส. ของตน” ไปเป็นปลัดสำนักนายกฯ อาจเป็นผู้อนุมัติ เสนอชื่อบริษัทเข้าประมูลรับงานเลือกตั้ง E-Vote รับงานสอบ NL หรือ รับงานต่างๆในกิจการแพทยสภา ผลประโยชน์และการเมืองในแพทยสภาจึงเลี่ยงไม่พ้น

4. ขยายวาระกรรมการเป็น 4 ปี โดยไม่จำกัดจำนวนวาระ (มาตรา 18)
จากเดิมกรรมการมาจากการเลือกตั้งวาระละ 2 ปี ร่างใหม่เพิ่มเป็น 4 ปี และที่อันตรายที่สุดคือ ไม่มีการจำกัดจำนวนวาระติดต่อกัน
นี่คือการขยายอำนาจให้ยาวนานขึ้นโดยอ้างว่าเพื่อ “ความต่อเนื่องของงาน” แต่แท้จริงคือการ ครองเก้าอี้ได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งทุกคนก็คงพอเดาได้ว่าเพื่อประโยชน์ของใคร เราเคยทำ Poll เรื่องนี้มาแล้ว และพบว่าแพทย์ประมาณ 79% ต้องการให้ จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งบริหารของ นายกแพทยสภา และ เลขาแพทยสภา ให้เป็นติดต่อกันไม่เกิน 2 สมัย

5. เปิดทางสถานพยาบาลเอกชนเป็น “สถาบันสมทบ” (มาตรา 26) ข้อนี้ ถือว่า มีอันตรายมากที่สุด และยังเสี่ยงต่อ Conflict of Interest
มาตรานี้ให้อำนาจสถานพยาบาลเอกชนเข้ามามีบทบาทในการฝึกอบรมแพทย์ภายใต้ข้อบังคับแพทยสภา มีความเป็นไปได้มากที่จะปูทางไปสู่ การให้คลินิกเอกชน หรือ สถานพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลเอกชนมีอำนาจจัดหลักสูตร “เสริมจมูกระยะสั้น” หรือ "หลักสูตรหัตถการความงามต่างๆ" โดยอ้างว่ามีศัลยแพทย์คุมอยู่ ทั้งที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยเม็ดเงินมหาศาล ที่สามารถเปิดหลักสูตร ที่มีแพทย์พร้อมจะจ่ายเงินมาเรียน ยิ่งไปกว่านั้น กรรมการแพทยสภาบางคนเองก็อาจมีตำแหน่งหรือผลประโยชน์เหล่านี้ จึงเป็นการเปิดช่องชัดเจนสู่ ผลประโยชน์ทับซ้อน และแปลงหน้าที่ของแพทยสภาจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปเป็น “ผู้เอื้อประโยชน์”
เราเคยทำ Poll สำรวจ พบว่า แพทย์ส่วนมาก 83.3 % เห็นว่า กรรมการแพทยสภา ไม่ควรมีส่วนไปเกี่ยวข้องในหลักสูตรเสริมความงาม
เรื่องนี้ มีความพยายามทำมาตลอดทุกยุคทุกสมัย และ มีโอกาสใกล้เคียงความสำเร็จมากที่สุด ในยุค ที่มี นายกแพทยสภา และ เลขาธิการแพทยสภาที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เป็น ที่ปรึกษา และ กรรมการแพทยสภา หลายคนอยู่ใน คณะอนุกรรมการเวชกรรมเสริมสวย ตามภาพข้างล่างนี้ >>>>>

ถ้าดูเผินๆ เราจะไม่รู้ แต่ จริงๆแล้ว เนื้อหา คือ การจัดทำหลักสูตร>> ในหลักสูตร ซึ่งจะมีหลาย หลักสูตรย่อย เช่น การเสริมจมูก การผ่าตัดแปลงเพศ หัตถการระยะสั้น ต่างๆ ที่ สามารถดึงดูดแพทย์จบใหม่เพียง 2-3 ปี เข้ามาสมัครเรียน>>>เมื่อมีจำนวนผู้สนใจมากพร้อมเม็ดเงินมหาศาล>>>เป็นทางให้เปิดโอกาส เอกชนมา เป็นสถาบันสมทบ เนื่องจาก ราชวิทยาลัย และ คณะแพทย์ของรัฐ จะไม่สามารถรับรองมาตรฐานหลักสูตรตาม WFME ได้โดยง่าย อีกทั้งจะกลับมาแข่งและทำลายระบบ Residency Training ซึ่งจะเกิดผลกระทบในวงกว้างของระบบสาธารณสุขของประเทศอีกด้วย >>> เปิดทางให้ เอกชนที่ต้องการ Credit เข้ามาช่วงชิงตลาดการผลิตแพทย์คอสเมติคส์ระยะสั้น และเสริมหน้าตาของคลินิคที่มาเป็นสถาบันสอนแพทย์ด้วย ตามการอนุมัติของคณะกรรมการหลักสูตร

6. ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี ต้องต่ออายุเรื่อย ๆ (มาตรา 30)
ร่างใหม่กำหนดให้ใบอนุญาตแพทย์มีอายุ 5 ปี และต้องต่ออายุทุกครั้ง ซึ่ง ไม่มีการรับประกันได้จริงว่า จะไม่บังคับย้อนหลัง เช่นกรณีใบอนุญาตพยาบาลที่เคยบังคับใช้ย้อนหลังจริงในอดีต
สมัชชาแพทย์ปฏิรูปได้ทำการสำรวจ พบว่า กว่า 70% ของแพทย์ไม่เห็นด้วย ในหลายหัวข้อ ทั้ง การต่ออายุ ค่าต่ออายุ การโยง CME กับการต่ออายุ License ฯลฯ แต่ร่างนี้กลับเดินหน้าโดยไม่เคยถามเสียงของแพทย์กว่า 70,000 คนทั่วประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งจุดยืน ของเรามีมาตลอด คือ ฟังเสียงส่วนใหญ่ และ ยืนยันให้คงไว้ ซึ่ง Lifetime License
โดยแยก CME ไปดำเนินตามโมเดล CME-based Ethical Review เฉพาะกลุ่ม ไมต้องมาเกี่ยวกับ License
**** นี่คือ 6 ประเด็น ในร่างกฎหมายฉบับของกรรมการ
****ขณะที่ ในส่วนของ แพทย์ปฏิรูป เรามีร่างกม.ของเราที่พร้อมนำเสนอเร็วๆนี้ หลังรวบรวมPollได้มากพอ
****หลายคนยังไม่รู้ว่า รัฐธรรมนูญ ปี 60 เปิดโอกาสให้คน 1 หมื่นคน เสนอกฎหมายเข้าสภาได้
สมัครเข้าร่วมเสนอร่างฉบับของพวกเราเองที่นี่ ซึ่งเรามีจุดยืนที่เหมือนกับผลสำรวจจากPoll
เราาใช้คุกกี้ในการวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้น เมื่อยอมรับการใช้งานคุกกี้ของเรา เราจะรวบรวมข้อมูลของคุณกับข้อมูลผู้ใช้อื่นๆ ทั้งหมด