แพทย์ปฏิรูป
  • หน้าหลัก
  • Team
  • Policies
  • Liability Protection
  • Mediation Center
  • Medical Defense Unit
  • Keep Lifetime License
  • Licence Renewal
  • Choose President
  • Submit a bill
  • term-limit
  • past-leaders
  • Budget and Audit
  • Council Structure
  • Council Qualification
  • Council Status
  • ลงชื่อเข้าใช้
  • สร้างบัญชี

  • บัญชีของฉัน
  • ลงชื่อเข้าใช้ในฐานะ:

  • filler@godaddy.com


  • บัญชีของฉัน
  • ลงชื่อออก

แพทย์ปฏิรูป

ลงชื่อเข้าใช้ในฐานะ:

filler@godaddy.com

  • หน้าหลัก
  • Team
  • Policies
  • Liability Protection
  • Mediation Center
  • Medical Defense Unit
  • Keep Lifetime License
  • Licence Renewal
  • Choose President
  • Submit a bill
  • term-limit
  • past-leaders
  • Budget and Audit
  • Council Structure
  • Council Qualification
  • Council Status

บัญชี


  • บัญชีของฉัน
  • ลงชื่อออก


  • ลงชื่อเข้าใช้
  • บัญชีของฉัน

Policies

ช่องทางสื่อสารกับเรา

Official Line ( @medical-dashboard ) and contacts

Scan QR Code for Adding friend
Medical Dashboard
  • Scan QR Code for Adding friend
  • Medical Dashboard
  • Scan QR Code for Adding friend
  • Medical Dashboard

นโยบาย 15 ข้อ

นโยบายของทีมสมัชชาแพทย์ปฏิรูป

Our 15 Policies


1. ผลักดันพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมฉบับใหม่ — NEXT Act 2570


2. รักษาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตลอดชีพ — Lifetime License


3. พัฒนาความรู้แบบพุ่งเป้า "ผิดตรงไหน แก้ตรงนั้น" — Targeted CME


4. ผลักดันระบบมูลค่างานวิชาชีพแพทย์แห่งชาติ — Thai RVU


5. จัดตั้งหน่วยคุ้มครองแพทย์ด่านหน้า — Medical Defense Unit (MDU)


6. จัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนีประนอมข้อพิพาททางการแพทย์ — Medical Mediation Center (MMC)


7. คุ้มครองแพทย์จากคดีที่เกินสมควร — Medical Liability Protection (MLP)


8. เลือกตั้งนายกแพทยสภาโดยตรง — Direct President Election


9. เปิดข้อมูลแพทยสภา โปร่งใส ตรวจสอบได้ — Medical Dashboard


10. ปฏิรูประบบจริยธรรมให้รวดเร็ว เป็นธรรม และตรวจสอบได้ — Fast & Fair Ethics


11. เพิ่มการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทุกนโยบายสำคัญ — Power Voter


12. เปิดเผยข้อมูล เหตุผลประกอบมติ และผลประโยชน์ทับซ้อน — Open Governance


13. ยกระดับ Just Culture พร้อม Patient Safety และ Healthcare Worker Safety — Just Culture


14. ยกระดับมาตรฐานการผลิตและฝึกอบรมแพทย์ — Medical Education Quality


15. ผลักดันแพทยสภาให้เป็นผู้นำทางความคิดด้านระบบสุขภาพของประเทศ — National Health Thought Leadership 

นโยบายข้อที่ 1

 

1. NEXT Act 2570

ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อสร้างแพทยสภายุคใหม่

พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดอำนาจ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับแพทยสภา หากโครงสร้างกฎหมายไม่เปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมเพียงพอ การปฏิรูปเฉพาะโครงการหรือระบบงานย่อยย่อมมีข้อจำกัด

ข้อเสนอสำคัญ 3 เรื่อง

หนึ่ง เพิ่มสิทธิของสมาชิกแพทยสภา ให้สมาชิกมีสิทธิเลือกนายกแพทยสภาโดยตรง มีช่องทางเสนอเรื่องสำคัญต่อคณะกรรมการ และมีกลไกตรวจสอบหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

สอง ปรับโครงสร้างคณะกรรมการแพทยสภา กำหนดจำนวนกรรมการรวม 40 คน ลดสัดส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง และเพิ่มน้ำหนักของกรรมการที่มาจากสมาชิก เพื่อให้โครงสร้างมีขนาดเหมาะสมและรับผิดชอบต่อสมาชิกมากขึ้น

สาม เพิ่มหมวดธรรมาภิบาลทางการเงินโดยเฉพาะ ครอบคลุมงบประมาณ การบัญชี การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบ การเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน และมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการ

ผลที่ต้องการ: แพทยสภาที่มีโครงสร้างกระชับ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสมาชิกเป็นเจ้าขององค์กรอย่างแท้จริง

นโยบายข้อที่ 2

 

 

2. Lifetime License

รักษาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมตลอดชีพ

การรักษามาตรฐานแพทย์กับการกำหนดให้ใบอนุญาตหมดอายุเป็นคนละเรื่องกัน นโยบายนี้เสนอให้คงหลัก ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมตลอดชีพสำหรับแพทย์ทุกรุ่น ไม่ใช้ระบบที่ทำให้ใบอนุญาตหมดอายุอัตโนมัติทุกระยะเวลา

การรักษามาตรฐานต้องทำผ่านเครื่องมือที่ตรงกับความเสี่ยง เช่น Continuing Professional Development, Targeted CME, ระบบประเมินเมื่อกลับมาประกอบวิชาชีพหลังหยุดเป็นเวลานาน และกระบวนการด้านจริยธรรมหรือมาตรฐานวิชาชีพเมื่อพบปัญหาจริง

หลักคิดคือ

รักษามาตรฐานของคน ไม่ใช่ทำให้อายุของใบอนุญาตสั้นลง

ใบอนุญาตยังสามารถถูกพักหรือเพิกถอนได้ตามกระบวนการที่เป็นธรรมเมื่อมีเหตุอันสมควร แต่ไม่ควรหมดอายุเพียงเพราะครบกำหนดเวลา


 80% ของระบบสุขภาพชั้นนำ Top Ten ของโลก ไม่ใช้ Periodic Renewal ของใบอนุญาตแพทย์

ข้อมูลจาก 10 ประเทศแรกของ Health Care Index 2026 กับคำถามต่อระบบใบอนุญาตแพทย์ไทย

บทความเชิงนโยบายและวิชาการ โดย ทีมสมัชชาแพทย์ปฏิรูป

ประเทศไทยกำลังมีข้อเสนอ จากกรรมการแพทยสภาชุดที่กำลังจะหมดวาระ ให้เปลี่ยนจากใบอนุญาตแพทย์ที่ไม่มีวันหมดอายุ ไปสู่การต่ออายุทุก 5 ปี โดยอ้างว่าเป็นมาตรฐานสากล

แต่เมื่อพิจารณา 10 ประเทศแรกของ Health Care Index 2026 ของ Numbeo พบว่า ระบบใบอนุญาตแพทย์มีความหลากหลาย และหลายประเทศไม่ได้ใช้การต่ออายุใบอนุญาตพื้นฐานเป็นรอบเวลา อ่านที่มาของข้อมูลได้ในคอมเม้น.    

ข้อมูลเปรียบเทียบ 10 ประเทศแรก

อันดับประเทศ และ ระบบใบอนุญาตแพทย์

1🇹🇼 ไต้หวันต่อทะเบียนทุก 6 ปี
2🇰🇷 เกาหลีใต้ไม่มีการต่ออายุเป็นรอบ รายงานสถานะทุก 3 ปี
3🇳🇱 เนเธอร์แลนด์ขึ้นทะเบียนใหม่ทุก 5 ปี
4🇯🇵 ญี่ปุ่นไม่มีการต่ออายุเป็นรอบ
5🇦🇹 ออสเตรียไม่มีการต่ออายุเป็นรอบทั่วไป มีเงื่อนไขคงสิทธิและทะเบียน
6🇪🇨 เอกวาดอร์ยังไม่พบข้อกำหนดต่ออายุเป็นรอบ
7🇫🇮 ฟินแลนด์ไม่มีการต่ออายุเป็นรอบ
8🇹🇭 ไทยไม่มีการต่ออายุเป็นรอบ
9🇩🇰 เดนมาร์กไม่มีการต่ออายุเป็นรอบทั่วไป มีเงื่อนไขตามอายุ
10🇪🇸 สเปนไม่มีการขึ้นทะเบียนใหม่เป็นรอบ มีระบบ VPC แยกต่างหาก 

ข้อสรุปเบื้องต้น: อย่างน้อย 8 ใน 10 ประเทศ Top Ten หรือ 80% ไม่พบหลักฐานว่ามีระบบต่ออายุใบอนุญาตแพทย์พื้นฐานเป็นรอบๆ  

******(ใน List นี้ อังกฤษ อยู่อันดับ 20 และ อเมริกา อยู่อันดับ 40 )******

ประเทศที่กรรมการแพทยสภา ของไทย กำลังจะ เดินรอยตาม ก็คือไต้หวัน กับ เนเธอร์แลนด์ 2 ใน 10 top ten เท่านั้น ทั้งๆที่เดิม ไทยก็อยู่ เป็น 8 ใน 10 ประเทศ Top 10 ที่ไม่ใช้ระยย Renewal อยู่แล้ว

ไม่มี Periodic Renewal ไม่ได้แปลว่าไม่มีการควบคุม

ประเทศที่ไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตเป็นรอบ ยังคงมีกลไกกำกับ เช่น

การขึ้นทะเบียนและรายงานสถานะ

การศึกษาต่อเนื่อง CME/CPD

การประเมินสมรรถนะ

การกำกับจริยธรรมและวินัย

การจำกัด พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อมีเหตุ

ระบบรับรองวิชาชีพหรือการกลับเข้าสู่การปฏิบัติงาน

ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ให้รายงานสถานะทุก 3 ปี สเปนมีระบบ VPC ฯลฯ

จึงเห็นได้ว่า การรักษามาตรฐานแพทย์ไม่จำเป็นต้องใช้การทำให้ใบอนุญาตพื้นฐานหมดอายุเป็นรอบเวลาในรูปแบบเดียวกันทุกประเทศ

คำถามที่ไทยควรตอบก่อนเปลี่ยนระบบ

มีหลักฐานหรือไม่ว่า ประเทศที่ใช้ Periodic Renewal มีคุณภาพการรักษาดีกว่าประเทศที่ไม่ใช้?

การบังคับสะสมคะแนน CME ลดความผิดพลาดทางการแพทย์และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยได้จริงเพียงใด?

หากปัญหาเกิดกับแพทย์บางกลุ่ม เหตุใดจึงต้องใช้มาตรการเดียวกับแพทย์ทุกคน?

ระบบใหม่จะลดความเสี่ยงใด และมีภาระด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และเอกสารมากเพียงใด?

มีทางเลือกที่ตรงเป้าหมายกว่าและสร้างภาระน้อยกว่าหรือไม่?

ความเสี่ยงที่ควรประเมิน

ใบอนุญาตสะดุดจากการต่ออายุหรือเอกสารไม่ทัน

การเก็บคะแนน CME แบบเน้นจำนวนมากกว่าคุณภาพ

ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อแพทย์ด่านหน้าและพื้นที่ห่างไกล

ค่าใช้จ่ายและโอกาสเข้าถึงการศึกษาต่อเนื่องที่ไม่เท่าเทียม

การใช้มาตรการเดียวกับแพทย์ทุกคน ทั้งที่ความเสี่ยงและลักษณะงานแตกต่างกัน

ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่ข้อสรุปว่าระบบต่ออายุจะล้มเหลว แต่เป็นประเด็นที่ต้องมีหลักฐานรองรับก่อนออกกฎหมาย

ทางเลือกของสมัชชาแพทย์ปฏิรูป

Lifetime License with Targeted CME

เสนอให้คงใบอนุญาตแพทย์ตลอดชีพ พร้อมพัฒนาระบบกำกับมาตรฐานที่ตรงจุด ประกอบด้วย

1. Lifetime License
ใบอนุญาตไม่หมดอายุเพียงเพราะครบกำหนดเวลา แต่สามารถจำกัด พักใช้ หรือเพิกถอนได้เมื่อมีเหตุ ผ่านกระบวนการที่เป็นธรรม

2. Targeted CME
กำหนดการพัฒนาความรู้ตามลักษณะงาน ความเสี่ยง และความจำเป็นของแพทย์แต่ละกลุ่ม ไม่ใช้เกณฑ์เดียวกับทุกคน

3. Effective Professional Oversight
ใช้การประเมินเฉพาะกรณี การฟื้นฟูความรู้และทักษะ และระบบ Return-to-Practice สำหรับผู้ที่หยุดเวชปฏิบัติเป็นเวลานาน

เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้แพทย์สะสมคะแนนครบ แต่คือการทำให้แพทย์มีสมรรถนะเหมาะสมกับการดูแลผู้ป่วยจริง

สรุป

มาตรฐานสากลไม่ได้มีรูปแบบเดียว บางประเทศใช้ Periodic Renewal บางประเทศใช้ใบอนุญาตตลอดชีพ บางประเทศใช้การรายงานสถานะ การรับรองวิชาชีพ หรือการประเมินสมรรถนะเป็นระยะ

ข้อมูลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าระบบใดดีกว่า หรือการไม่มี Renewal เป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบสุขภาพมีคะแนนสูง

แต่ชี้ให้เห็นว่า

การต่ออายุใบอนุญาตแพทย์ทุก 5 ปี ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นเพียงรูปแบบเดียวในการรักษามาตรฐานวิชาชีพ

ก่อนเปลี่ยนกฎหมาย ผู้กำหนดนโยบายควรแสดงหลักฐานว่า ระบบใหม่จะแก้ปัญหาใด มีประสิทธิผลเพียงใด และคุ้มค่ากว่าทางเลือกอื่นหรือไม่

การรักษามาตรฐานแพทย์เป็นสิ่งจำเป็น แต่การทำให้ใบอนุญาตหมดอายุทุก 5 ปีไม่ใช่หนทางเดียว

นโยบายข้อที่ 3

 

3. Targeted CME

พัฒนาความรู้แบบ “ผิดตรงไหน แก้ตรงนั้น — เสี่ยงตรงไหน ป้องกันตรงนั้น”

Targeted CME ไม่ได้หมายถึงการอบรมหลังเกิดความผิดเท่านั้น แต่เป็นระบบพัฒนาความรู้ที่เชื่อมกับ ความเสี่ยงจริงของแต่ละงานและแต่ละช่วงชีวิตวิชาชีพ

ประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ระดับ

Preventive CME วิเคราะห์เหตุการณ์และความเสี่ยงที่พบในระบบ แล้วจัดความรู้เพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ

Risk-based CME กำหนดความรู้ตามลักษณะงาน เช่น CPR/ACLS, procedural safety, medication safety หรือ local anesthetic safety สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้อง

Remedial / Return-to-Practice CME เมื่อพบช่องว่างด้านความรู้หรือแพทย์กลับมาประกอบวิชาชีพหลังหยุดงานเป็นเวลานาน ให้มีการพัฒนาความรู้เฉพาะส่วนที่จำเป็น

CME จึงเป็นเครื่องมือพัฒนาวิชาชีพ ไม่ใช่กลไกสร้างคะแนนเพื่อแลกกับการต่ออายุใบอนุญาต

เป้าหมาย: เปลี่ยนจาก Universal CME แบบเดียวกับทุกคน เป็น Targeted Learning ที่ตรงกับความเสี่ยงและงานจริง

นโยบายข้อที่ 4

 

4. Thai RVU

ระบบมูลค่างานวิชาชีพแพทย์แห่งชาติ

ประเทศไทยควรมีมาตรฐานกลางสำหรับประเมิน คุณค่าของงานวิชาชีพแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าตอบแทนเกิดจากงบประมาณหรืออัตราที่แต่ละระบบกำหนดโดยไม่มีฐานกลางเดียวกัน

Thai RVU จะกำหนด Relative Value ให้การตรวจ การรักษา หัตถการ การผ่าตัด การดูแลผู้ป่วยใน และงานวิชาชีพอื่น โดยพิจารณา

เวลา + ความซับซ้อน + ความรับผิดชอบ + ทักษะ + ความเสี่ยง

จากนั้นกำหนด Conversion Factor ตามระบบจ่าย เช่น ภาครัฐ สปสช. ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ หรือภาคเอกชน โดย RVU เป็นฐานวิชาชีพเดียวกัน แต่ตัวคูณสามารถแตกต่างตามบริบทของระบบ

ควรแยกให้ชัดระหว่าง

Professional Fee ของแพทย์
กับ
Facility / Hospital Cost

และมีระบบทบทวนค่ามาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

เป้าหมาย: ทำให้คุณค่าของงานแพทย์สามารถวัด เปรียบเทียบ และเจรจาอย่างเป็นระบบ แทนการกำหนดค่าตอบแทนแบบเฉพาะกิจ

นโยบายข้อที่ 5-6-7 ระบบคุ้มครองแพทย์ 3 ชั้น

 

MDU – MMC – MLP

สามนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ทำงานต่อเนื่องกันตั้งแต่ ก่อนเกิดเหตุ → เมื่อเกิดความขัดแย้ง → เมื่อเข้าสู่ความรับผิดทางกฎหมาย

นโยบายข้อที่ 5

 

5. Medical Defense Unit — MDU

หน่วยคุ้มครองแพทย์ด่านหน้า

แพทย์ด่านหน้าต้องเผชิญทั้ง workload ความเสี่ยงจากระบบ ความรุนแรงในสถานพยาบาล ความขัดแย้งทางการบริหาร และความเสี่ยงทางกฎหมาย

MDU ทำหน้าที่เป็น First Response System สำหรับแพทย์

ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น ชั่วโมงทำงานและเวลาพัก ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน supervision ของแพทย์ฝึกหัด สิทธิในการปรึกษา senior physician (จัดตั้ง National Specialist Consultant Center) ภาระงานที่เกินความปลอดภัย ระบบร้องเรียนเมื่อถูกใช้อำนาจไม่เหมาะสม และช่องทาง Anonymous Reporting

MDU ยังทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยังระบบไกล่เกลี่ยและระบบกฎหมายเมื่อจำเป็น

หลักสำคัญคือ

Patient Safety เริ่มต้นจากระบบที่ทำให้ Healthcare Worker สามารถทำงานอย่างปลอดภัย

นโยบายข้อที่ 6

 

6. Medical Mediation Center — MMC

ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนีประนอมข้อพิพาททางการแพทย์

ความขัดแย้งทางการแพทย์จำนวนมากเริ่มจากความสูญเสีย ความไม่เข้าใจ การสื่อสาร หรือความไม่ไว้วางใจ และไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการฟ้องร้องทุกกรณี

MMC เป็นศูนย์กลางที่เป็นกลาง ทำหน้าที่

รับเรื่องและประเมินข้อพิพาท
ประสานแพทย์ โรงพยาบาล ผู้ป่วย และครอบครัว
จัดผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้าใจบริบททางการแพทย์
ช่วยสื่อสารข้อเท็จจริงและความคาดหวัง
ประสานกลไกเยียวยาที่เกี่ยวข้อง
และหาทางยุติข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการศาลเมื่อเหมาะสม

เป้าหมาย: ลดความขัดแย้ง ลด Defensive Medicine และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับบุคลากรทางการแพทย์

นโยบายข้อที่ 7

 

7. Medical Liability Protection — MLP

ระบบคุ้มครองความรับผิดของแพทย์อย่างเป็นธรรม

เมื่อแพทย์ปฏิบัติงานโดยสุจริตภายใต้ระบบบริการสุขภาพ ไม่ควรถูกปล่อยให้เผชิญกระบวนการทางกฎหมายเพียงลำพัง

MLP เสนอระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่

MLP Screening Protocol ระบบกลั่นกรองคัดแยกคดีไม่มีมูล

Medico-legal consultation ตั้งแต่ระยะต้น
การประเมินคดีโดยผู้เชี่ยวชาญ
ระบบจัดหาพยานผู้เชี่ยวชาญ
การช่วยเหลือด้านทนายความและการต่อสู้คดี
การสนับสนุนด้านความรับผิดและการชดเชยที่เหมาะสม
การวิเคราะห์คดีเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

เป้าหมายไม่ใช่สร้างเอกสิทธิ์ให้แพทย์พ้นจากความรับผิด แต่ทำให้ ความรับผิดสัมพันธ์กับข้อเท็จจริง ความผิด และบริบทของระบบ

แพทย์ที่ทำผิดต้องรับผิด แต่แพทย์ที่ทำงานโดยสุจริตต้องได้รับกระบวนการที่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน

นโยบายข้อที่ 8

 

8. Direct President Election

สมาชิกเลือกนายกแพทยสภาโดยตรง

นายกแพทยสภาเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางขององค์กรวิชาชีพ จึงควรได้รับ mandate โดยตรงจากสมาชิก

เสนอให้สมาชิกแพทยสภาทั่วประเทศมีสิทธิ เลือกนายกแพทยสภาโดยตรง

ผู้สมัครต้องนำเสนอวิสัยทัศน์ นโยบาย และทีมงานต่อสมาชิกอย่างเปิดเผย ทำให้สมาชิกสามารถเชื่อมโยง

นโยบาย → ผู้รับผิดชอบ → ผลงาน

ได้อย่างชัดเจน

Direct Election จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีเลือกบุคคล แต่เป็นการสร้าง Accountability ระหว่างผู้นำแพทยสภากับสมาชิก

นโยบายข้อที่ 9

 

9. Medical Dashboard

เปิดข้อมูลแพทยสภาให้สมาชิกและสังคมตรวจสอบได้

แพทยสภาควรเปลี่ยนจากองค์กรที่สมาชิกต้อง “ขอข้อมูล” ไปเป็นองค์กรที่ เปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก

Medical Dashboard เป็น Digital Platform กลางสำหรับข้อมูล เช่น

สถานะนโยบายและโครงการ
งบประมาณและการใช้จ่าย
การจัดซื้อจัดจ้าง
การเข้าประชุมของกรรมการ
มติและการดำเนินงาน
สถิติเรื่องร้องเรียนและคดีจริยธรรม
ระยะเวลาการดำเนินคดี
ตัวชี้วัดคุณภาพบริการของแพทยสภา

โดยต้องออกแบบให้ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลคดีที่ควรเป็นความลับ

ระบบรับเรื่องสามารถพัฒนาไปสู่ Smart Intake ใช้เทคโนโลยีช่วยคัดแยกเรื่อง ส่งต่อหน่วยงาน ติดตามสถานะ และตรวจจับปัญหาที่เกิดซ้ำได้ แต่การวินิจฉัยหรือตัดสินคดีต้องเป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกระบวนการที่กำหนด

นโยบายข้อที่ 10

 

10. Fast & Fair Ethics

ระบบจริยธรรมที่เร็ว เป็นธรรม และตรวจสอบได้

กระบวนการจริยธรรมต้องคุ้มครองทั้งประชาชน ผู้ร้องเรียน และแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา

ระบบใหม่ควรมี

Early Triage แยกเรื่องที่ไม่มีมูล เรื่องที่แก้ด้วยการสื่อสารหรือไกล่เกลี่ย และเรื่องที่ต้องสอบสวนเต็มรูปแบบ

กำหนด Timeline ของแต่ละขั้นตอน

เปิดให้คู่กรณีทราบสถานะคดี

รับฟังพยานหลักฐานอย่างเท่าเทียม

หลีกเลี่ยง Conflict of Interest ของผู้พิจารณา

ให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยที่ตรวจสอบได้

และใช้หลัก Proportionality ให้มาตรการหรือบทลงโทษสัมพันธ์กับความร้ายแรงและความเสี่ยงจริง

แพทยสภาต้องไม่ตัดสินคดีจากกระแส Social Media และไม่ควรปล่อยให้บุคคลใดถูกพิพากษาทางสังคมก่อนกระบวนการข้อเท็จจริงเสร็จสิ้น

นโยบายข้อที่ 11

 

11. Power Voter

เปลี่ยนสมาชิกจาก “ผู้เลือกกรรมการ” เป็น “ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย”

สิทธิของสมาชิกไม่ควรเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในวันเลือกตั้ง

Power Voter เสนอให้สมาชิกสามารถ

เสนอประเด็นต่อแพทยสภา
เข้าชื่อสนับสนุนนโยบาย
ร่วม Public Consultation
แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงในประเด็นสำคัญ
ติดตามคำตอบและผลดำเนินการจากคณะกรรมการ

รวมถึงสร้างช่องทางให้เสียงของแพทย์ในฐานะ Healthcare Provider ถูกนำไปสะท้อนต่อหน่วยนโยบายและกองทุนสุขภาพ เมื่อมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ งบประมาณ วิธีจ่าย หรือรูปแบบบริการที่กระทบการปฏิบัติงานจริง

หลักสำคัญคือ ผู้กำหนดนโยบายต้องรับฟังทั้งผู้รับบริการและผู้ที่ต้องนำระบบนั้นไปปฏิบัติจริง

นโยบายข้อที่ 12

 

12. Open Governance

เปิดข้อมูล เปิดเหตุผล เปิดผลประโยชน์ทับซ้อน

Transparency ไม่ควรหมายถึงเพียงการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์

แพทยสภาควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญโดยอัตโนมัติ ได้แก่

วาระการประชุม
มติสำคัญ
เหตุผลประกอบมติ
การเข้าประชุมของกรรมการ
งบประมาณและรายงานการเงิน
ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง
ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ Conflict of Interest
และผลการดำเนินนโยบาย

ในเรื่องที่กรรมการมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ต้องมีระบบ Declare – Recuse – Record

คือ เปิดเผย ถอนตัวจากการพิจารณาเมื่อเหมาะสม และมีบันทึกตรวจสอบย้อนหลังได้

เป้าหมาย: ทำให้ความไว้วางใจเกิดจากระบบ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่ง

นโยบายข้อที่ 13

 

13. Just Culture

จากวัฒนธรรม “หาใครผิด” สู่ระบบ “หาว่าทำไมจึงเกิด”

Patient Safety ที่ยั่งยืนต้องแยกให้ออกระหว่าง

Human Error
At-Risk Behavior
และ Reckless Behavior

ความผิดพลาดที่เกิดจากระบบไม่ควรถูกแก้ด้วยการลงโทษบุคคลเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันพฤติกรรมประมาทร้ายแรงหรือจงใจละเมิดมาตรฐานก็ต้องมี accountability

ทุกเหตุการณ์สำคัญควรถูกนำกลับมาวิเคราะห์

ระบบงาน – Staffing – Workload – Communication – Technology – Training – Environment

โดยบุคลากรสามารถรายงานความเสี่ยงและ Near Miss ได้โดยไม่ต้องกลัวการลงโทษที่ไม่เป็นธรรม

Just Culture จึงเชื่อม

Patient Safety + Healthcare Worker Safety + Learning System

เข้าด้วยกัน

นโยบายข้อที่ 14

 

14. Medical Education Quality

ยกระดับมาตรฐานการผลิตและฝึกอบรมแพทย์

การเพิ่มจำนวนแพทย์ไม่ควรวัดจากจำนวนที่รับเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมตลอดกระบวนการ

ตั้งแต่

อาจารย์แพทย์
ผู้ป่วยและ Case Mix
โรงพยาบาลฝึกอบรม
ห้องปฏิบัติการและ Simulation
ระบบ Supervision
ภาระงานของแพทย์ฝึกหัด
คุณภาพการประเมิน
จนถึงความพร้อมก่อนจบการศึกษา

ก่อนเพิ่มจำนวนรับนักศึกษาแพทย์หรือเปิดหลักสูตรใหม่ ควรมี Readiness Assessment ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

คุณภาพของการผลิตแพทย์ต้องมาก่อนเป้าหมายเชิงจำนวน เพราะต้นทุนของการศึกษาที่ไม่พร้อมจะไปปรากฏภายหลังในรูปของความเสี่ยงต่อทั้งแพทย์และผู้ป่วย

นโยบายข้อที่ 15

 

15. National Health Thought Leadership

ยกระดับแพทยสภาให้เป็นผู้นำทางความคิดด้านระบบสุขภาพของประเทศ

แพทยสภามีองค์ความรู้จากแพทย์หลายหมื่นคน ครอบคลุมเกือบทุกระดับของระบบสุขภาพ แต่ศักยภาพนี้ยังสามารถนำมาใช้เชิงนโยบายได้มากกว่าที่เป็นอยู่

เสนอให้แพทยสภามี Policy & Research Capacity อย่างเป็นระบบ เพื่อ

วิเคราะห์ปัญหาระบบสุขภาพ
จัดทำ White Paper และ Policy Brief
รวบรวมข้อมูลจากแพทย์ด่านหน้า
เสนอทางเลือกเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและรัฐสภา
วิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายสุขภาพ
และจัดเวทีวิชาการที่เปิดให้แพทย์ บุคลากรสุขภาพ นักวิชาการ และประชาชนร่วมกันหาคำตอบ

แพทยสภาจึงไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงออกแถลงการณ์ แต่ควรสามารถ

เห็นปัญหาก่อน
สร้างองค์ความรู้
เสนอทางเลือก
และช่วยออกแบบอนาคตระบบสุขภาพของประเทศ

นี่คือความหมายของ National Health Thought Leadership

ลิขสิทธิ์ ©2026 แพทย์ปฏิรูป - สงวนสิทธิ์ทุกประการ โดย อาวุโสไทย

ข้อมูลบริษัท ข้อมูลบริษัท

อาวุโสไทย ทะเบียนพาณิชย์ หมายเลข 3100100718241 ตรวจสอบได้ที่ https://dbdregcom.dbd.go.th/regc-iq/

5/24 ซอยลาดพร้าว 69 แขวงสะพานสอง วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310



ขับเคลื่อนโดย อาวุโสไทย

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราาใช้คุกกี้ในการวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้น เมื่อยอมรับการใช้งานคุกกี้ของเรา เราจะรวบรวมข้อมูลของคุณกับข้อมูลผู้ใช้อื่นๆ ทั้งหมด

ยอมรับ